สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกผู้รักการกินและเรื่องราวใหม่ๆ ทุกคน! วันนี้ฉันอยากจะพาทุกคนมาเปิดโลกของ “Food Tech” หรือเทคโนโลยีอาหารที่กำลังมาแรงแซงโค้ง ชนิดที่ว่าถ้าไม่พูดถึงตอนนี้คือเอ้าท์สุดๆ เลยค่ะ เคยไหมคะที่รู้สึกว่าอาหารรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทั้งเมนูใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งวิธีที่เราสั่งอาหาร หรือวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว นี่แหละค่ะคือพลังของ Food Tech ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าวงการอาหารจากหน้ามือเป็นหลังมือ!
ฉันเองในฐานะคนที่คลุกคลีกับเรื่องอาหารมาตลอด อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับนวัตกรรมเหล่านี้จริงๆ ค่ะ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อยอย่างเดียวแล้วนะ แต่ยังรวมไปถึงเรื่องสุขภาพของเรา เรื่องสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของโลกใบนี้ด้วย เชื่อไหมคะว่าตอนนี้มีทั้งเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้มาจากฟาร์มจริงๆ อาหารที่พิมพ์ออกมาจากเครื่อง 3 มิติ หรือแม้กระทั่งแพ็กเกจจิ้งที่กินได้ก็มีแล้ว!
เท่าที่ฉันสังเกตมา เทรนด์เหล่านี้กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพและโปรตีนทางเลือก ที่กำลังฮิตติดลมบนสุดๆ เลยค่ะ ถ้าอยากรู้ว่า Food Tech มีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้าง และมันจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราได้ยังไงบ้าง เตรียมตัวให้พร้อมนะคะ เพราะเราจะไปเจาะลึกทุกแง่มุมของเทคโนโลยีอาหารแห่งอนาคตนี้พร้อมๆ กันค่ะ รับรองว่าข้อมูลแน่นเอี๊ยด พร้อมอัปเดตเทรนด์ล่าสุดให้เพื่อนๆ ได้ว้าวกันแน่นอน!
ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกเทรนด์สุดล้ำและสิ่งที่เราต้องรู้เกี่ยวกับ Food Tech กันอย่างละเอียดเลยค่ะ
เนื้อสัตว์ทางเลือก: ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นอนาคตของโปรตีน!

เพื่อนๆ เคยได้ยินเรื่อง “เนื้อจากพืช” หรือ “เนื้อสัตว์ที่ไม่ได้มาจากสัตว์จริงๆ” กันมาบ้างไหมคะ? ตอนแรกที่ฉันได้ยิน ฉันก็แอบงงๆ เหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่พอได้ลองศึกษาและชิมด้วยตัวเองแล้ว ต้องบอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่ของเล่นใหม่ แต่เป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนโลกของเราเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Impossible Foods หรือ Beyond Meat ที่ฮิตกันไปทั่วโลก รวมถึงแบรนด์ไทยอย่าง OmniMeat หรือ Meat Zero ที่เราหาซื้อได้ง่ายๆ ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านเรานี่แหละค่ะ สิ่งที่ฉันรู้สึกทึ่งมากๆ คือรสชาติและสัมผัสที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงๆ จนบางทีถ้าไม่บอกก็แทบไม่รู้เลยนะ ยิ่งสมัยนี้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น เนื้อสัตว์ทางเลือกเหล่านี้จึงตอบโจทย์มากๆ เลยค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าเราสามารถกินเบอร์เกอร์เนื้อฉ่ำๆ หรือหมูกระทะแซ่บๆ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพเลย มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ สำหรับฉันที่ชอบลองของใหม่ๆ และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโลกให้ดีขึ้น ฉันว่าเราทุกคนควรลองเปิดใจให้กับโปรตีนทางเลือกเหล่านี้ดูสักครั้งนะคะ แล้วคุณจะรู้ว่าโลกของการกินไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราคุ้นเคยมาตลอด!
Plant-based Meat: ทางเลือกที่อร่อยและดีต่อโลก
พูดถึง Plant-based Meat หรือเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชเนี่ย ฉันต้องขอบอกเลยว่ามันไปไกลกว่าที่คิดไว้เยอะมากค่ะ จากเมื่อก่อนที่เราอาจจะนึกถึงแค่เต้าหู้หรือเห็ด ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่เลียนแบบได้ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ หรือแม้กระทั่งอาหารทะเล ที่ทำจากโปรตีนถั่วเหลือง ถั่วลันเตา เห็ด หรือบุกต่างๆ ค่ะ หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันจะอร่อยเหรอ? ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นค่ะ แต่พอได้ลองเบอร์เกอร์เนื้อจากพืชที่ร้านอาหารดังๆ หรือแม้แต่เนื้อบดจากพืชมาทำเมนูโปรดที่บ้าน ก็ต้องยอมรับเลยว่ามันทำออกมาได้ดีมากๆ บางแบรนด์ก็ปรุงรสมาได้จัดจ้านถูกปากคนไทยสุดๆ อย่างที่ฉันเคยซื้อเนื้อบดจากพืชมาผัดกะเพรา หรือเอามาทำเป็นไส้เกี๊ยวซ่า ก็อร่อยจนคนที่บ้านไม่รู้เลยว่าเป็นเนื้อจากพืชค่ะ ที่สำคัญคือมันช่วยลดการบริโภคเนื้อสัตว์จากปศุสัตว์ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประหยัดทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมหาศาลเลยนะคะ
Cultivated Meat: เนื้อสัตว์จากห้องแล็บที่กำลังจะมาถึง
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันก็คือ Cultivated Meat หรือเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงนี่แหละค่ะ อันนี้ฟังดูไซไฟนิดหน่อย แต่เป็นเรื่องจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เลยนะ! มันคือการนำเซลล์ต้นกำเนิดของสัตว์มาเพาะเลี้ยงในห้องทดลอง จนกลายเป็นชิ้นเนื้อที่เหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ ทุกประการ โดยที่ไม่ต้องมีการเลี้ยงสัตว์และฆ่าสัตว์เลยค่ะ ฟังดูน่าเหลือเชื่อใช่ไหมล่ะ? ฉันเองก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ลองชิมหรอกค่ะ แต่จากที่ได้อ่านข่าวสารและดูงานวิจัยต่างๆ แล้ว นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาให้มันสามารถผลิตได้ในปริมาณมากและมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นเรื่อยๆ ข้อดีของมันคือเราจะได้เนื้อสัตว์ที่สะอาด ปลอดภัย ไร้สารปฏิชีวนะ และที่สำคัญคือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ฉันคิดว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะทำให้เรามีโปรตีนเพียงพอสำหรับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตค่ะ
เทคโนโลยีในครัวเรือน: ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ!
ลองนึกภาพว่าคุณตื่นเช้ามาแล้วมีกาแฟร้อนๆ ชงรออยู่ หรือมีอาหารเช้าเตรียมพร้อมโดยที่คุณยังไม่ต้องลุกจากเตียงเลย! นี่ไม่ใช่ความฝันค่ะ แต่มันคือความเป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยีในครัวเรือนยุคใหม่ที่เข้ามาช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นเยอะมากๆ ในฐานะที่ฉันเองก็เป็นคนที่รักการทำอาหารและชอบความสะดวกสบาย ต้องบอกเลยว่า gadgets ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Food Tech เนี่ยมันน่าสนใจสุดๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็นอัจฉริยะที่สั่งของให้เองได้ เครื่องชงกาแฟที่ควบคุมผ่านแอปมือถือ หรือแม้แต่หม้อหุงข้าวที่ทำได้มากกว่าหุงข้าวธรรมดา สิ่งเหล่านี้เข้ามาช่วยลดเวลาในการเตรียมอาหาร ลดความยุ่งยาก และทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้นจริงๆ ค่ะ บางทีเราก็อยากจะพักผ่อนบ้างอะไรบ้างใช่ไหมล่ะคะ การมีตัวช่วยดีๆ ในครัวนี่แหละค่ะ ทำให้การทำอาหารเป็นเรื่องสนุกและง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย แถมยังช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ได้ไม่จำกัดอีกด้วยนะ
Smart Kitchen Appliances: อุปกรณ์คู่ใจของคนยุคใหม่
สมัยนี้อุปกรณ์ในครัวไม่ได้มีแค่เตาแก๊สหรือไมโครเวฟธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้วนะคะ แต่กลายเป็น “สมาร์ทแกดเจ็ต” ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและสั่งงานผ่านมือถือได้เลยค่ะ อย่างตู้เย็นบางรุ่นก็มีหน้าจอทัชสกรีนที่สามารถเช็กวันหมดอายุของอาหาร ดูสูตรอาหาร หรือแม้แต่สั่งของสดจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ได้เลย ฉันเคยเห็นเพื่อนใช้เครื่องทำแพนเค้กอัตโนมัติ ที่แค่เทแป้งลงไปก็จะได้แพนเค้กออกมาเป็นแผ่นๆ โดยไม่ต้องพลิกเองเลยค่ะ! หรืออย่างหม้อทอดไร้น้ำมันที่สั่งงานผ่านแอปได้ เราสามารถตั้งเวลาให้มันเริ่มทอดอาหารตอนที่เรากำลังเดินทางกลับบ้านได้เลย พอถึงบ้านก็ได้กินของอร่อยๆ ทอดใหม่ๆ ทันที ไม่ต้องเสียเวลายืนเฝ้าหน้าเตาอีกต่อไปแล้วค่ะ การมีอุปกรณ์เหล่านี้ในครัวเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ที่ทำให้การเตรียมอาหารเป็นเรื่องที่ง่ายและสนุกมากขึ้นจริงๆ ค่ะ
Food Waste Reduction Tech: ลดขยะอาหารด้วยเทคโนโลยี
ปัญหาขยะอาหารเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะคะ และเทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดปัญหานี้ได้ด้วยค่ะ ฉันเองในฐานะคนที่ชอบทำอาหารก็พยายามจะลดการทิ้งอาหารให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ ซึ่งตอนนี้มีเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องนี้เยอะแยะเลย อย่างเช่น เครื่องซีลสุญญากาศที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารได้นานขึ้น ทำให้เราไม่ต้องทิ้งผักผลไม้หรือเนื้อสัตว์ที่ซื้อมาแล้วกินไม่ทันค่ะ หรือแม้แต่แอปพลิเคชันที่ช่วยบริหารจัดการสต็อกอาหารในตู้เย็นของเราเอง โดยจะคอยแจ้งเตือนว่าอาหารชนิดไหนใกล้จะหมดอายุแล้ว และแนะนำเมนูที่เราสามารถนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องปล่อยให้เน่าเสียไปเปล่าๆ ค่ะ นอกจากนี้ยังมีเครื่องกำจัดเศษอาหารที่สามารถเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงอีกด้วยค่ะ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ครัวของเราสะอาดขึ้น แต่ยังช่วยลดภาระให้กับโลกใบนี้ได้อีกด้วยนะ
แพ็กเกจจิ้งรักษ์โลก: กินได้ก็มีนะรู้ยัง?
เคยไหมคะที่กินขนมหมดแล้วเหลือแต่ซองพลาสติก รู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องทิ้งมันลงถังขยะ? ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกอย่างหนัก แต่โชคดีที่ตอนนี้ Food Tech ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางอย่างถึงขั้น “กินได้” เลยทีเดียวค่ะ! ฟังดูแปลกใช่ไหมคะ? แต่เป็นเรื่องจริงนะ! ลองนึกภาพดูสิคะว่าเรากินไอศกรีมหมดแล้ว ก็สามารถกินถ้วยไอศกรีมต่อได้เลย ไม่ต้องทิ้งอะไรให้เป็นภาระของโลกอีกต่อไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึกว้าวมากๆ ค่ะ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่เป็นเรื่องของการสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเราด้วยค่ะ ยิ่งเดี๋ยวนี้เราทุกคนต่างก็ตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแพ็กเกจจิ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราจะช่วยโลกได้ง่ายๆ เลยค่ะ
บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้และรีไซเคิลได้
นอกเหนือจากบรรจุภัณฑ์ที่กินได้แล้ว นวัตกรรมหลักๆ ที่เราเห็นได้บ่อยขึ้นก็คือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (biodegradable) และบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ (recyclable) นี่แหละค่ะ จากเมื่อก่อนที่พลาสติกแทบจะครองตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารทั้งหมด ตอนนี้เราเริ่มเห็นวัสดุทางเลือกมากมาย เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากใยพืช เช่น ชานอ้อย มันสำปะหลัง หรือแม้แต่ฟางข้าว ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายในระยะเวลาไม่นาน และกลายเป็นปุ๋ยกลับคืนสู่ดินได้อีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังมีพลาสติกชีวภาพ (bioplastics) ที่มีคุณสมบัติเหมือนพลาสติกทั่วไปแต่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวโพด ทำให้สามารถย่อยสลายได้ง่ายขึ้นค่ะ ฉันคิดว่าการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากๆ เพราะมันช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ นะคะ เวลาที่ฉันไปซูเปอร์มาร์เก็ต ฉันก็จะพยายามเลือกซื้อสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก่อนเสมอเลยค่ะ
บรรจุภัณฑ์กินได้ (Edible Packaging)
อันนี้แหละค่ะคือสิ่งที่ฉันตื่นเต้นที่สุด! บรรจุภัณฑ์กินได้ หรือ Edible Packaging มันคืออะไรที่ล้ำสุดๆ ไปเลยค่ะ เคยเห็นโคนไอศกรีมที่เป็นแบบเวเฟอร์ใช่ไหมคะ นั่นก็เป็นรูปแบบหนึ่งของบรรจุภัณฑ์กินได้ที่อยู่คู่กับเรามานานแล้ว แต่ตอนนี้มันไปไกลกว่านั้นเยอะเลยค่ะ มีการคิดค้นฟิล์มบางๆ ที่ทำจากสาหร่ายหรือโปรตีน ที่สามารถนำมาห่อหุ้มอาหารได้ และเราสามารถกินมันเข้าไปพร้อมกับอาหารได้เลย อย่างเช่น แคปซูลน้ำดื่มที่หุ้มด้วยฟิล์มสาหร่ายที่สามารถบีบดื่มได้ทั้งลูก หรือแม้แต่ช้อนส้อมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าและข้าวสาลี ที่ใช้กินอาหารเสร็จแล้วก็กินช้อนส้อมต่อได้เลยค่ะ! หรือบางทีก็เป็นถาดใส่อาหารที่ทำจากขนมปังอบกรอบ ฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเจ๋งมากๆ เลยนะ เพราะมันช่วยกำจัดขยะบรรจุภัณฑ์ไปได้เลย 100% แถมยังเพิ่มรสชาติหรือคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารได้อีกด้วยค่ะ อนาคตเราอาจจะเห็นการใช้บรรจุภัณฑ์กินได้เหล่านี้ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นได้นะคะ
การส่งอาหารยุคดิจิทัล: สั่งปุ๊บได้ปั๊บ
ใครๆ ก็ต้องเคยใช้บริการ Food Delivery ใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เป็นลูกค้าประจำเลยค่ะ ยิ่งวันไหนงานยุ่งๆ หรือขี้เกียจออกไปไหน การกดสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันนี่แหละคือพระผู้ช่วยชีวิตเลยค่ะ แต่เคยสังเกตไหมคะว่าวงการ Food Delivery ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ตอนนี้มันมีอะไรที่ล้ำหน้าไปกว่าแค่การส่งอาหารธรรมดาๆ อีกเยอะเลยค่ะ จากเมื่อก่อนที่ต้องโทรสั่ง รอเป็นชั่วโมง บางทีก็ได้ของไม่ตรงปก แต่เดี๋ยวนี้ด้วยเทคโนโลยี Food Tech การส่งอาหารกลายเป็นเรื่องที่รวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์ความต้องการของเราได้มากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ฉันรู้สึกว่ามันเป็นการพลิกโฉมวิธีการกินและใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างเราๆ ให้สะดวกสบายและมีทางเลือกมากขึ้นจริงๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร Cloud Kitchen ที่เน้นการส่งอย่างเดียว หรือการนำ AI มาช่วยจัดเส้นทางการส่งให้รวดเร็วที่สุด ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งกับเทคโนโลยีเหล่านี้ค่ะ
Cloud Kitchens และ Dark Stores: ร้านอาหารที่ไม่มีหน้าร้าน
คอนเซ็ปต์ของ Cloud Kitchens หรือครัวกลางที่ไม่มีหน้าร้านสำหรับลูกค้าเข้ามานั่งกินเนี่ย กำลังมาแรงมากๆ ในบ้านเราเลยนะคะ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เห็นเปิดกันอยู่ทั่วไป มันคือการที่ร้านอาหารหลายๆ ร้านมาใช้ครัวเดียวกันเพื่อผลิตอาหารสำหรับส่งเดลิเวอรี่โดยเฉพาะค่ะ ข้อดีคือมันช่วยลดต้นทุนค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีหน้าร้านลงไปได้เยอะเลย ทำให้ร้านค้าสามารถเสนอราคาที่น่าสนใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น และยังสามารถโฟกัสไปที่คุณภาพอาหารและการส่งมอบได้อย่างเต็มที่อีกด้วยค่ะ ฉันเองเคยสั่งอาหารจากร้านที่เป็น Cloud Kitchen หลายครั้งแล้ว ก็ได้ของเร็วและอร่อยเหมือนกันเลยนะคะ นอกจากนี้ยังมี Dark Stores ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกที่ไม่มีหน้าร้าน แต่เป็นคลังสินค้าขนาดเล็กที่ใช้สำหรับจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็กำลังเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองในอนาคตค่ะ
Drone Delivery และ Robot Delivery: การส่งอาหารแห่งอนาคต
อันนี้คือสิ่งที่ฉันวาดฝันไว้เลยค่ะ การส่งอาหารด้วยโดรนหรือหุ่นยนต์! ฟังดูเหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟใช่ไหมคะ? แต่บางประเทศเขาก็เริ่มทดลองใช้กันจริงๆ แล้วนะ อย่างในบางมหาวิทยาลัยหรือย่านที่กำหนด ก็มีหุ่นยนต์ส่งอาหารวิ่งอยู่บนฟุตบาท หรือโดรนบินมาส่งพัสดุเล็กๆ น้อยๆ ถึงบ้านเลยค่ะ ข้อดีคือมันช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และสามารถส่งอาหารได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าการใช้คนส่งในบางพื้นที่ค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าวันไหนฝนตกหนักๆ หรือรถติดสุดๆ แล้วมีโดรนบินมาส่งข้าวเที่ยงให้ถึงที่ทำงาน มันจะสุดยอดแค่ไหน! แน่นอนว่าในบ้านเราอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นรูปธรรมในวงกว้าง แต่ฉันเชื่อว่าด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มันจะต้องเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนค่ะ และฉันก็รอคอยที่จะได้เห็นและลองใช้บริการเหล่านี้มากๆ เลย
นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ: กินดีอยู่ดีได้ด้วยเทคโนโลยี
เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่เราทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ และสิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นคือ Food Tech กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เรากินดีอยู่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมไปถึงการสร้างสรรค์อาหารรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารที่เรากินในแต่ละวันค่ะ ฉันรู้สึกว่าการที่เรามีตัวช่วยดีๆ อย่างเทคโนโลยีเหล่านี้ มันทำให้การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องที่ยากหรือน่าเบื่ออีกต่อไป แต่กลับเป็นเรื่องที่สนุกและน่าค้นหาแทนค่ะ เพราะเราสามารถเข้าถึงข้อมูลและทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้การกินของเรามีประโยชน์และเหมาะสมกับร่างกายของเรามากที่สุดค่ะ
Personalized Nutrition: อาหารที่ใช่สำหรับคุณ

เคยไหมคะที่กินอาหารเสริมตามเพื่อน แล้วรู้สึกว่าไม่เห็นผลเท่าเพื่อนเลย? นั่นเป็นเพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ และนี่คือที่มาของ Personalized Nutrition หรือโภชนาการเฉพาะบุคคล ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในวงการ Food Tech เลยค่ะ มันคือการนำข้อมูลสุขภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางพันธุกรรม (DNA), ผลตรวจเลือด, ไลฟ์สไตล์, หรือแม้แต่วัตถุประสงค์ในการดูแลสุขภาพส่วนตัว มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบแผนการกินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดค่ะ อย่างเช่น มีบริษัทที่สามารถวิเคราะห์ DNA ของเรา แล้วแนะนำว่าเราควรกินอาหารประเภทไหน ควรหลีกเลี่ยงอะไร หรือต้องการวิตามินอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษค่ะ ฉันคิดว่านี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ เลยนะ เพราะมันทำให้การกินของเรามีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่กินตามๆ กันไปโดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วร่างกายเราต้องการอะไรกันแน่ค่ะ มันเหมือนกับการมีนักโภชนาการส่วนตัวมาคอยดูแลเราตลอดเวลาเลยค่ะ
Superfoods และ Functional Foods ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
สมัยนี้เราได้ยินคำว่า Superfoods หรือ Functional Foods กันบ่อยมากๆ เลยใช่ไหมคะ? มันคืออาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นพิเศษ หรือมีสารอาหารบางอย่างที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของร่างกายในด้านต่างๆ ค่ะ และ Food Tech ก็เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอาหารเหล่านี้ให้เข้าถึงง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น การสกัดสารสำคัญจากพืชหรือสาหร่ายบางชนิด เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารเสริมในรูปแบบต่างๆ หรือการพัฒนาเชื้อโปรไบโอติกส์สายพันธุ์พิเศษที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารที่เรากินในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง หรือนมที่เสริมวิตามินและแคลเซียมค่ะ ฉันรู้สึกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้เรามีทางเลือกในการดูแลสุขภาพได้หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการได้มากขึ้นจริงๆ ค่ะ
ฟาร์มอัจฉริยะ: ปลูกผักในเมืองใหญ่ก็ทำได้!
ใครจะคิดว่าการปลูกผักในตึกสูงกลางกรุงจะกลายเป็นเรื่องจริงได้คะ? แต่ Food Tech ทำให้มันเป็นไปได้แล้วค่ะ! กับคอนเซ็ปต์ของ “ฟาร์มแนวตั้ง” หรือ “ฟาร์มในร่ม” ที่กำลังเป็นกระแสในหลายๆ เมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วยค่ะ ในฐานะคนที่ชอบกินผักสดๆ แต่บางทีก็หาซื้อผักออร์แกนิกดีๆ ยาก ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับนวัตกรรมนี้มากๆ เลยค่ะ เพราะมันช่วยให้เราสามารถผลิตอาหารสดใหม่ได้ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ลดขั้นตอนการขนส่งที่ใช้พลังงานและสร้างมลพิษได้เยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ยังช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าผักที่เรากินนั้นสะอาด ปลอดภัย และไร้สารเคมีตกค้าง เพราะควบคุมสภาพแวดล้อมการปลูกได้ทั้งหมดค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าเราสามารถมีสวนผักของเราเองอยู่บนดาดฟ้าตึก หรือในโกดังเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน มันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ เลยนะ ที่เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การผลิตอาหารเข้าใกล้เรามากขึ้น แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
Vertical Farming: เกษตรกรรมในเมืองที่ยั่งยืน
Vertical Farming หรือการทำเกษตรกรรมแนวตั้งนี่แหละค่ะ คือหัวใจหลักของฟาร์มอัจฉริยะในเมืองใหญ่ การปลูกผักในชั้นๆ ที่ซ้อนกันขึ้นไปในอาคาร แทนที่จะปลูกบนพื้นราบ ทำให้ใช้พื้นที่น้อยลงอย่างมหาศาล และยังสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง และสารอาหารได้อย่างแม่นยำด้วยระบบอัตโนมัติค่ะ ผลที่ได้คือผักที่เติบโตได้เร็วขึ้น มีคุณภาพสม่ำเสมอ และใช้น้ำน้อยกว่าการเกษตรแบบดั้งเดิมหลายเท่าเลยค่ะ ฉันเคยไปเยี่ยมชมฟาร์มแนวตั้งแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วรู้สึกทึ่งมากๆ กับระบบการจัดการที่ทันสมัย ที่สำคัญคือผักที่ปลูกออกมาสดกรอบและสะอาดมากๆ ค่ะ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าอนาคตของอาหารของเราปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นจริงๆ นะคะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกอย่างในเมืองใหญ่ การทำ Vertical Farming คือคำตอบที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ
IoT และ AI ในฟาร์มอัจฉริยะ: เกษตรกรยุคใหม่
เบื้องหลังความสำเร็จของฟาร์มอัจฉริยะก็คือเทคโนโลยีอย่าง IoT (Internet of Things) และ AI (Artificial Intelligence) นี่แหละค่ะ เกษตรกรยุคใหม่ไม่ได้แค่ใช้แรงงานในการดูแลพืชอีกต่อไปแล้ว แต่ใช้ข้อมูลและระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการทุกอย่างในฟาร์มค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เซ็นเซอร์ IoT จะคอยเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น ระดับแสง และค่า pH ของดินแบบเรียลไทม์ แล้วส่งข้อมูลเหล่านั้นไปยังระบบ AI ซึ่งจะทำการวิเคราะห์และสั่งการให้ระบบรดน้ำ ปรับแสง หรือเติมสารอาหารให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติค่ะ ทำให้พืชได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแม่นยำที่สุด ลดความผิดพลาดจากคน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ ฉันคิดว่านี่เป็นการยกระดับอาชีพเกษตรกรให้ทันสมัยและน่าสนใจมากขึ้นเยอะเลยนะคะ แถมยังช่วยให้เราได้กินผักผลไม้ที่มีคุณภาพดีขึ้นด้วยค่ะ
เทรนด์ Food Tech ในประเทศไทย: อะไรกำลังมาแรง?
ถึงแม้ Food Tech จะเป็นเทรนด์ระดับโลก แต่ในบ้านเราเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยนะคะ ในฐานะที่ฉันคลุกคลีอยู่ในวงการอาหารและชอบอัปเดตเรื่องราวใหม่ๆ ต้องบอกเลยว่าประเทศไทยเราเองก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุค Food Tech อย่างเต็มตัวค่ะ จากที่ฉันได้สังเกตและลองใช้บริการต่างๆ ด้วยตัวเอง ฉันเห็นว่าเทรนด์ที่กำลังมาแรงมากๆ ในบ้านเราคือเรื่องของโปรตีนทางเลือกและอาหารเพื่อสุขภาพนี่แหละค่ะ คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น และเปิดรับอาหารรูปแบบใหม่ๆ ที่ดีต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ นอกจากนี้เรื่องของ Food Delivery ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย ฉันเชื่อว่าด้วยศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นครัวของโลก เราจะสามารถเป็นผู้นำด้าน Food Tech ในภูมิภาคนี้ได้อย่างแน่นอนค่ะ
โปรตีนทางเลือกและอาหารเพื่อสุขภาพฮิตติดลมบน
ไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่ากระแส Plant-based Food หรือโปรตีนทางเลือกกำลังมาแรงสุดๆ ในประเทศไทยค่ะ ไม่ใช่แค่ในร้านอาหาร Vegan หรือ Vegetarian เท่านั้น แต่ตอนนี้เราสามารถหาซื้อเนื้อสัตว์จากพืชได้ง่ายๆ ตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไปเลยนะคะ มีแบรนด์ไทยเกิดขึ้นมามากมายที่ผลิตสินค้าคุณภาพดีและรสชาติถูกปากคนไทย อย่างเช่น เนื้อบดจากพืชสำหรับผัดกะเพรา หรือไส้กรอกจากพืชที่อร่อยไม่แพ้ของจริงเลยค่ะ นอกจากนี้ อาหารเพื่อสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กันค่ะ เช่น ผลิตภัณฑ์นม Plant-based ที่ทำจากอัลมอนด์ โอ๊ต หรือข้าวโอ๊ต ที่ตอบโจทย์คนแพ้นมวัวหรือคนที่ต้องการลดการบริโภคนมจากสัตว์ค่ะ ฉันเห็นว่าร้านกาแฟดังๆ หลายแห่งก็เริ่มมีนมทางเลือกเหล่านี้ให้เลือกกันแล้วนะ มันแสดงให้เห็นว่าคนไทยเปิดรับและให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจริงๆ ค่ะ
บริการ Food Delivery ที่ยังคงพัฒนาไม่หยุด
แม้ว่า Food Delivery จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในบ้านเราแล้ว แต่ฉันสังเกตว่าผู้ให้บริการต่างๆ ก็ยังคงพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้มากที่สุดค่ะ จากเมื่อก่อนที่อาจจะมีแค่สั่งอาหารได้ ตอนนี้มีบริการส่งของชำ ของสด หรือแม้แต่ยา ผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่แล้วค่ะ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอโปรโมชั่นที่หลากหลายและน่าสนใจตลอดเวลา เพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ค่ะ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการ Food Delivery บ่อยมากๆ ค่ะ และรู้สึกว่ามันช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะจริงๆ โดยเฉพาะในวันที่เรายุ่งๆ หรือไม่อยากออกไปไหน การที่เรามีตัวเลือกอาหารที่หลากหลายและสามารถสั่งได้ง่ายๆ จากทุกที่ทุกเวลา ถือเป็นความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีมอบให้เราได้อย่างแท้จริงค่ะ
| เทรนด์ Food Tech ที่น่าสนใจ | ตัวอย่างในประเทศไทย | ประโยชน์หลักๆ ที่เราได้รับ |
|---|---|---|
| เนื้อสัตว์ทางเลือก (Alternative Proteins) | Meat Zero, OmniMeat, Vesta Plant-Based Foods ที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต | ดีต่อสุขภาพ, ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, ทางเลือกสำหรับผู้ไม่ทานเนื้อสัตว์ |
| ฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farming / Vertical Farming) | ฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ในเมือง, ผักจากฟาร์มแนวตั้งตามห้างสรรพสินค้า | อาหารสดใหม่ปลอดภัย, ลดการขนส่ง, ประหยัดพื้นที่, ลดการใช้น้ำ |
| แพ็กเกจจิ้งรักษ์โลก (Sustainable Packaging) | บรรจุภัณฑ์ชานอ้อย, ถุงพลาสติกชีวภาพ, ช้อนส้อมกินได้ในงานอีเวนต์บางแห่ง | ลดขยะพลาสติก, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, สร้างความยั่งยืน |
| Food Delivery (บริการส่งอาหารอัจฉริยะ) | GrabFood, Foodpanda, Lineman พร้อมบริการส่งของสดและอื่นๆ | ความสะดวกสบาย, ทางเลือกหลากหลาย, ประหยัดเวลา, ลดการเดินทาง |
| อาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) | ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเฉพาะบุคคล, การวิเคราะห์โภชนาการตามข้อมูลสุขภาพ | การดูแลสุขภาพที่ตรงจุด, ได้รับสารอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย |
글을마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หลังจากที่เราได้ท่องโลกของ Food Tech ไปด้วยกัน ฉันหวังว่าทุกคนคงจะตื่นตาตื่นใจกับนวัตกรรมเหล่านี้เหมือนที่ฉันรู้สึกนะคะ! จากที่ได้ลองสัมผัสและศึกษามาด้วยตัวเอง ฉันมองว่า Food Tech ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกของการกินอย่างแท้จริงค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกโปรตีนใหม่ๆ ที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีในครัวเรือนที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่ช่วยลดขยะ ไปจนถึงระบบการส่งอาหารที่ล้ำสมัย และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ช่วยให้เราดูแลตัวเองได้ตรงจุด ฉันเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับเรามากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับอนาคตมากๆ ที่เราจะได้เห็นอาหารที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเป็นมิตรต่อโลกของเรามากขึ้นกว่าเดิม ฉันอยากชวนทุกคนมาเปิดใจลองสิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกันนะคะ เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่เราทุกคนนี่แหละค่ะ การเลือกกินอย่างชาญฉลาดและใส่ใจสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่เราจะช่วยสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้นได้ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ มีเทรนด์ Food Tech ไหนที่โดนใจเป็นพิเศษบ้างเอ่ย?
알아두면 쓸모 있는 정보
1. หากคุณกำลังมองหาโปรตีนทางเลือก ลองเริ่มจากเมนูง่ายๆ อย่างเบอร์เกอร์หรือไส้กรอกจากพืช ที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงๆ คุณอาจจะประหลาดใจว่ามันอร่อยและดีต่อสุขภาพขนาดไหนค่ะ.
2. ก่อนตัดสินใจซื้อ Smart Kitchen Appliances ชิ้นใหม่ ลองพิจารณาฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณจริงๆ เพื่อให้คุณได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และคุ้มค่าที่สุดค่ะ.
3. เพื่อลดขยะอาหาร ลองวางแผนการซื้อของล่วงหน้า ทำลิสต์รายการอาหารที่ต้องการ และพยายามใช้เทคนิคการเก็บรักษาอาหารที่เหมาะสม เพื่อยืดอายุวัตถุดิบให้นานที่สุดค่ะ.
4. เวลาสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ลองสังเกตตัวเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หรือปฏิเสธการรับช้อนส้อมพลาสติกหากไม่จำเป็น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะนะคะ.
5. หากสนใจ Personalized Nutrition ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือลองค้นหาบริการวิเคราะห์โภชนาการเบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น และเลือกกินอาหารที่เหมาะสมกับคุณที่สุดค่ะ.
중요 사항 정리
Food Tech กำลังพลิกโฉมโลกอาหารของเราในหลายมิติ ทำให้การกินของเราสะดวกสบายขึ้น ดีต่อสุขภาพมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนทางเลือกที่น่าสนใจ เทคโนโลยีในครัวเรือนที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่ลดขยะ หรือนวัตกรรมส่งอาหารและฟาร์มอัจฉริยะที่ช่วยให้เราเข้าถึงอาหารสดใหม่ได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างอนาคตอาหารที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนค่ะ.
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: Food Tech มันคืออะไรกันแน่คะ แล้วมันใกล้ตัวเราแค่ไหน?
ตอบ: เพื่อนๆ หลายคนอาจจะยังงงๆ ว่า Food Tech ที่ฉันพูดถึงบ่อยๆ เนี่ย สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่ใช่ไหมคะ? เอาแบบง่ายๆ เลยนะ Food Tech ก็คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอาหารของเราค่ะ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การจัดจำหน่าย ไปจนถึงการบริโภคเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วมันใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดเยอะเลยนะ!
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนสุดๆ เลยก็คือแอปพลิเคชันสั่งอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น GrabFood, Foodpanda หรือ Lineman ที่เราใช้กันทุกวันนี่แหละค่ะ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Food Tech นะคะ เพราะมันช่วยให้เราเข้าถึงอาหารได้ง่ายและสะดวกขึ้นเยอะมากๆ เลย จากประสบการณ์ส่วนตัวของฉันนะ สมัยก่อนถ้าอยากกินอาหารร้านโปรดที่อยู่ไกลๆ นี่คือต้องขับรถไปเองเท่านั้นเลยค่ะ แต่ตอนนี้แค่ไม่กี่คลิก อาหารก็มาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว!
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ ‘โปรตีนทางเลือก’ ที่กำลังฮิตมากๆ ในไทยตอนนี้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืช (Plant-based meat) ที่มีขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ หรือบางร้านอาหารก็เริ่มนำมาใช้เป็นวัตถุดิบแล้ว อย่างที่ฉันเคยลองกินเบอร์เกอร์เนื้อจากพืชมาแล้ว มันอร่อยจนแทบแยกไม่ออกเลยค่ะ!
นี่ก็เป็นผลพวงจาก Food Tech ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์คนที่รักสุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ หรือแม้แต่ระบบการจัดการฟาร์มอัจฉริยะที่ช่วยให้เกษตรกรผลิตพืชผักได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่ก็คือ Food Tech ที่อยู่เบื้องหลังความสดใหม่ของวัตถุดิบในจานเรานั่นเองค่ะ
ถาม: แล้ว Food Tech ที่ว่าเนี่ย จะมาช่วยเรื่องสุขภาพหรือการกินของเราได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: โอ้ยยย เรื่องนี้ต้องบอกเลยค่ะว่าเป็นประเด็นที่ฉันตื่นเต้นที่สุดเลย! เพราะ Food Tech นี่แหละค่ะที่จะเข้ามาพลิกโฉมการดูแลสุขภาพและพฤติกรรมการกินของเราไปตลอดกาลเลยทีเดียว จากที่ฉันได้ศึกษาและลองใช้ชีวิตแบบคนรักสุขภาพมาพักใหญ่ๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ คือ Food Tech ช่วยให้เรามีทางเลือกในการกินที่ ‘ดีต่อสุขภาพ’ มากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะคะ ตอนนี้เรามี ‘อาหารฟังก์ชัน’ (Functional Food) ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างสุขภาพเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น เครื่องดื่มที่มีโปรไบโอติกส์สูง หรืออาหารที่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเป็นพิเศษ บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนได้กินยาบำรุงในรูปแบบอาหารเลยค่ะ มันสะดวกมากๆ!
ที่สำคัญคือเรื่องของ ‘โปรตีนทางเลือก’ อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ค่ะ คนไทยเราก็เริ่มหันมาใส่ใจเรื่องการบริโภคเนื้อสัตว์กันมากขึ้น เพราะกังวลเรื่องสุขภาพหรืออยากลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมใช่ไหมคะ Food Tech ก็เลยเข้ามาช่วยพัฒนาโปรตีนจากพืช เห็ด หรือแม้กระทั่งโปรตีนจากแมลงให้มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงๆ จนบางทีฉันก็เผลอสั่งเมนูพวกนี้มาบ่อยๆ เพราะมันอร่อยและรู้สึกดีต่อร่างกายจริงๆ ค่ะนอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราได้รับข้อมูลโภชนาการของอาหารได้ละเอียดขึ้น หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันที่ช่วยวางแผนมื้ออาหารส่วนตัวให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคนอีกด้วยค่ะ ฉันเองก็เคยลองใช้แล้วรู้สึกว่ามันช่วยให้ควบคุมน้ำหนักและสารอาหารที่ได้รับในแต่ละวันได้ดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ บอกเลยว่า Food Tech นี่แหละคือตัวช่วยสำคัญสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเราๆ เลยนะ!
ถาม: อนาคตของ Food Tech ในประเทศไทยจะเป็นยังไงบ้างคะ เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ อีกบ้าง?
ตอบ: ถ้าจะให้ฉันเดาจากประสบการณ์และสิ่งที่เห็นมาตลอดหลายปีที่อยู่ในวงการอาหารนะคะ ฉันบอกได้คำเดียวเลยว่า “น่าตื่นเต้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว!” อนาคตของ Food Tech ในประเทศไทยเนี่ย มีแนวโน้มที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดมากๆ เลยค่ะ เพราะคนไทยเราเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วสิ่งที่ฉันคิดว่าจะได้เห็นกันเยอะขึ้นมากๆ คือ ‘ฟาร์มแนวตั้งในเมือง’ (Vertical Farming) ค่ะ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่พื้นที่จำกัดแบบนี้ การปลูกผักในอาคารสูงๆ ด้วยเทคโนโลยีควบคุมสภาพแวดล้อมจะช่วยให้เรามีผักสด ปลอดภัย และปลอดยาฆ่าแมลงกินกันได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอฤดูกาลเลยค่ะ ฉันเคยไปดูมาแล้วนะ มันว้าวมากจริงๆ เหมือนหลุดไปอยู่ในหนังวิทยาศาสตร์เลยค่ะแล้วก็เรื่องของ ‘อาหารเฉพาะบุคคล’ (Personalized Nutrition) ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าในอนาคต เราอาจจะสามารถตรวจร่างกายหรือดีเอ็นเอของเรา แล้วมีบริษัทผลิตอาหารเสริม หรือแม้แต่อาหารหลักที่ปรับสูตรมาให้เหมาะกับร่างกายของเราเป๊ะๆ ได้เลย!
นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วนะคะ มีหลายบริษัทกำลังวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจังเลยค่ะอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ‘เทคโนโลยีลดขยะอาหาร’ (Food Waste Reduction Technology) ค่ะ เพราะปัญหาขยะอาหารเป็นเรื่องใหญ่ทั่วโลกใช่ไหมคะ ในไทยเองก็มีเยอะมาก Food Tech จะเข้ามาช่วยจัดการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่การยืดอายุวัตถุดิบ การแปรรูปอาหารที่ใกล้หมดอายุ ไปจนถึงการเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นพลังงานค่ะ ฉันเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีความยั่งยืนด้านอาหารมากขึ้น และพวกเราทุกคนก็จะได้กินอาหารที่สดใหม่ ปลอดภัย และดีต่อโลกใบนี้ไปพร้อมๆ กันค่ะ เตรียมตัวตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังจะมาถึงกันได้เลยนะเพื่อนๆ!






